Blog SEO ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ และ Social Media | Tokmun™

ออกแบบเว็บไซต์, SEO โปรโมทเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพมากประสบการณ์

จะทำอย่างไรเมื่อ Facebook ลดค่า Reach ของเพจลง ???

ไม่ให้ใส่ความเห็น

ระหว่างนั่งทำ seo ก็ได้เปิดอ่านหน้าฟีดของ facebook ได้อ่านของคุณ Isriya Paireepairit เป็นประโยชน์ และน่าสนใจมากครับ เลยอยากเก็บบันทึกเอาไว้ใน blog ของเว็บไซต์แห่งนี้

เรื่องมันมีอยู่ว่า Facebook เริ่มลดจำนวนการเข้าถึงของเพจแบบออแกนิก ลง

คราวนี้เราจะทำอย่างไรดีล่ะ ??? เนื้อหาของผู้ที่เขียนได้เขียนแนะนำไว้ดีมากครับ เรามาอ่านกันเลยดีกว่า…

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะไปไหน ก็จะเจอคำถามหรือประเด็นสนทนาเรื่อง “Facebook ลด reach เยอะมาก” “ต่อไปจะไม่มี reach แบบไม่จ่ายเงินอีกแล้ว ทำไงดี” คิดว่าเป็นเรื่องที่ควรเขียนถึงครับ
เรื่องนี้ผมได้คำตอบให้ตัวเองมานานแล้ว ดังนี้

1. ทำใจและยอมรับ
อย่างแรกสุดต้องทำใจว่า ยุคทองของเพจต่างๆ ที่ได้ค่า reach มาฟรีๆ จำนวนมากนั้นจบลงแล้ว และคงไม่หวนคืนกลับมาอีกแล้ว
เหตุผลก็ตรงไปตรงมาตามหลัก demand & supply ว่า ปริมาณโพสต์ที่ถูกแสดงมีจำกัด (ตามการชมของผู้ใช้) แต่จำนวนโพสต์จากเพจมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ การแข่งขันเพื่อปรากฏตัวให้คนเห็นย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และสุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายเงินค่า boost post เพื่อการันตียอดผู้ชมนั่นเอง
แต่ว่าต่อให้ยอมจ่ายเงินก็ใช่ว่าชีวิตจะราบรื่น เพราะ CFO ของ Facebook ก็พูดย้ำมาตลอดว่าพื้นที่แสดงผลโฆษณาใกล้เต็มแล้ว (เราจึงเห็นพื้นทีโฆษณาใหม่ๆ อย่างใน Messenger งอกมาเพิ่ม) ผลคือราคาโฆษณาก็ต้องแข่งขัน bid ให้แพงขึ้นอีกนั่นเอง

2. กระจายความเสี่ยง
เมื่อยอมรับความจริงข้อแรกได้แล้ว ก็ต้องหาทางหนีทีไล่อื่นทีเราจะพึ่งพาได้ ตรงนี้ขึ้นกับธรรมชาติของคอนเทนต์แต่ละประเภทด้วยว่าควรใช้ตัวไหน เช่น วิดีโออาจไป YouTube หรือ Twitch, ข่าวไป Twitter/LINE, ถ้าเน้นรูปไป Instagram หรือบางครั้ง วิธีการดั้งเดิมอย่าง RSS feed หรือ email subscription ก็อาจเวิร์คในบางกรณี
อย่างของ Blognone เองก็เตรียมตัวเรื่องนี้มานาน เราพยายามไม่พึ่งพา Facebook มากเกินไปมาตั้งแต่ต้น จึงต้องกระจายความเสี่ยงไปหลายๆ ทาง ตอนนี้เรามี follower ใน Twitter ที่ 300k หรืออย่างใน feedly ที่มีแต่ geek ใช้ก็ยังมีผู้ติดตาม 4k ถือว่าไม่เลว
ผมเคยได้ยินบางแห่งใช้โมเดลสร้าง group (ทั้ง Line/FB) แล้วโพสต์ข่าวเข้าไปเพื่อให้ถึงคนได้กว้างกว่า ก็เป็นอีกทางเลือกเหมือนกัน สรุปคือจะไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นกับธรรมชาติของแต่ละเว็บว่าควรใช้ช่องทางใด แต่หลักการคือกระจายความเสี่ยงนั่นเอง (ในภาพคือ stats ของ Blognone เดือน ตค. 2017)

3. ทำคอนเทนต์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้
เรื่องนี้ยากเหมือนกันและใช่ว่าทุกคนจะทำได้ แนวทางก็คือต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เพื่อดึงดูดคนอ่านให้เข้ามาเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องทางโซเชียลมากนัก (หรือง่ายๆ ว่า pull, ไม่ใช่ push)
ยุทธศาสตร์นี้ เว็บที่เป็น niche จะได้เปรียบกว่าเว็บแบบ mass เพราะเจาะกลุ่มเป้าหมายในเชิงลึกมากกว่า เราอาจอ่านข่าวดาราเลิกกันจากเว็บข่าวอันแรกที่เพื่อนแชร์มา (ซึ่งเป็นการสุ่มอย่างมาก) และโอกาสที่เราจะลงทุนเข้าอีกเว็บไปอ่านข่าวเดียวกันอีกรอบ คงเป็นเรื่องยากมาก
แต่ผมก็มั่นใจว่า คอนเทนต์ของทั้ง Blognone และ Brand Inside มีความเฉพาะตัวสูง ส่วนใหญ่หาอ่านจากที่อื่นไม่ค่อยได้ และตรงนี้จะกลายเป็นจุดดึงดูดให้คนเข้ามาตามอ่านเอง แม้โซเชียลจะไม่เป็นใจช่วยแสดงผล feed ของเราก็ตาม (ทุกวันนี้ Blognone ยังมีคนเข้าหน้าแรกโดยตรง วันละประมาณ 30,000 วิว ก็ถือเป็นการพึ่งพาตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งโซเชียลมากนัก)
พูดงี้อาจดูอวยตัวเอง แต่จริงๆ มันก็มีตัวอย่างคอนเทนต์ mass ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เช่น The Mask Singer ที่ทุกคนคงยอมรับในความสามารถ ก็ถือเป็นตัวอย่างที่ดีว่ามันยังเป็นไปได้ แม้จะยากก็ตาม
4. Brand Loyalty
ข้อนี้ต่อเนื่องจาก (3) คือผมเชื่อว่า ยุคสมัยของการแข่งขันด้วยตัวเลขจำนวนวิวหรือ reach น่าจะใกล้จบลงแล้ว โอเคว่าตัวเลขยังมีความสำคัญอยู่แหละ เพจหลักหมื่นกับเพจหลักแสน มันมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่เพจสองแสนกับเพจสามแสน มันจะเริ่มไม่ค่อยรู้สึกถึงความต่างแล้ว
สุดท้ายแล้ว สื่อออนไลน์จะกลับไปชี้ขาดกันที่ว่า แบรนด์ใครน่าเชื่อถือว่า ตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า โฆษณาแล้ว effective กว่ากัน เว็บที่คนอ่าน 100 คนแต่มีอำนาจโน้มน้าวให้ซื้อสูงกว่า ย่อมจะได้รับการยอมรับมากกว่าเว็บคนอ่าน 10,000 คนแต่แทบไม่มี conversion เลย
การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร แต่มูลค่าและความน่าเชื่อถือของแบรนด์จะกลายเป็นสินทรัพย์ในระยะยาว ซึ่งมันสร้างกันยากกว่าการปั๊มยอดตัวเลขมาก

ขอขอบพระคุณเนื้อหาดีดี และขอนำมาเผยแพร่บน BLOG จาก ที่มา : Facebook คุณ Isriya Paireepairit

Comments are closed.